เรือนรัก : กัลปพฤกษ์

นิยายสั้นย้อนยุค ฉากสมัยโบราณ อิงประวัติศาสตร์ (Historical/ History)

ฉันได้งานวิจัยพรรณไม้ตามที่ฉันเรียนมา วันแรกของการไปทำงานก็เป็นเรื่องเสียแล้ว เมื่อฉันออกจากบ้านได้ไม่เท่าไหร่ ท้องฟ้าก็มืดผิดปกติ มองออกไปทางปากซอยของบ้าน ฉันเห็นลำคลองขนาดใหญ่ขวางทางอยู่ ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ขยี้ตาแล้วมองใหม่อีกครั้ง คลองนั้นก็กลับกลายเป็นถนนดังเดิม

ฝนเทลงมาเปาะแปะ ฉันจึงรีบวิ่งเพื่อจะไปขึ้นรถสาธารณะให้ทันก่อนฝนห่าใหญ่จะมา ขณะที่วิ่งฉันรู้สึกว่าบรรยากาศนั้นเริ่มเปลี่ยนไป ยิ่งวิ่งก็ยิ่งเปลี่ยน เปลี่ยนจากถนนปูน บ้านปูน ที่สร้างไว้อย่างแข็งแรงและทันสมัย กลายเป็นถนนดินคลุกฝุ่น บ้างก็มีหลุมมีบ่อ บ้านไม้ทรงไทย บ้านมุงหญ้าคา

ฉันคิดว่าฉันคงรู้สึกไปเองตราบจนฝนหยุดตก ฉันจึงหยุดวิ่ง ใจฉันสั่น ชาวูบไปทั้งตัว วิ่งไม่ออกอีกแล้ว และมันคงเป็นภาพที่ตลกน่าดูเพราะในที่นั้นมีฉันใส่เสื้อยืดกางเกงยีน ที่ดูคล้ายคนบ้าของที่นั่น ยืนเปียกน้ำอยู่ท่ามกลางสาธารณชน

ฉันมึนไปหมดไม่รู้อะไรเลยแม้กระทั่งว่ามีตายายคู่หนึ่งพาฉันไปที่บ้าน บ้านที่ดูทรุดโทรมอย่างน่าเวทนาพร้อมกับมีหลานที่โตเป็นสาวแล้วนอนเจ็บไข้อยู่บนเสื่อขาดๆ

ยายเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ฉันนุ่งโจงกระเบน กระจงอก ฉันเฝ้าคิดพิจารณาถึงคำพูดของแม่ก่อนท่านเสีย ฉันเริ่มจะเข้าใจและคงเข้าใจมากขึ้นกว่านี้หากฉันได้อ่านสมุดบันทึกของแม่
.
.
.

สติที่ขาดไปเริ่มกลับมาและยอมรับได้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ มันเป็นเรื่องจริงไม่ได้ฝันไป

ยายพาฉันไปบ้านหลังใหญ่โตที่ดูมีอันจะกิน ยายให้ฉันรออยู่แถวหน้าบ้าน มองเข้าไปเห็นยายพูดกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูท่าทางใจดี อ่อนหวานแต่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ของฉัน มีการส่งมอบถุงสีแดงๆ ให้กัน แล้วยายก็เดินกลับมาหาฉัน

“เดี๋ยวยายขอเข้าทุ่งสักหน่อย รอก่อนนะแม่หนู” ฉันพยักหน้ารับ ฉันรอยายนานมาก ยายก็ไม่กลับมาสักที จนผู้หญิงคนนั้นเข้ามาหา

“ชื่อว่ากระไรล่ะเจ้า” ฉันมองผู้หญิงคนนั้น ที่ดวงหน้ายิ้มละไม

“เรือนรัก..ค่ะ” เธอทำหน้าฉงนกับคำพูดของฉัน

“แม่เจ้าชื่อว่ากระไรรึ”

“เรือนแก้ว” เธอทำหน้าคล้ายตกใจ ทันทีที่ได้ยินชื่อแม่ ยิ่งเป็นจุดสังเกตให้กับฉันมากขึ้นว่าแม่กับผู้หญิงคนนี้จะรู้จักกัน

“ต่อแต่นี้ไปเจ้าอยู่กับเราที่นี้”

“ทำไม?”

“ยายเจ้าขายเจ้าแล้ว” ฉันตกใจบ้าง

“เป็นทาสหรือเปล่า?” เธอพยักหน้าตอบอย่างนิ่มนวล “ไม่! ฉันไม่มีวันจะเป็นทาส ของใคร ฉันไม่รู้เรื่อง”

“อย่าได้กลัว เราจักดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”

“ไม่ได้! ฉันจะไปหายาย ทำแบบนี้ไม่ถูก ยายไม่มีสิทธิ์”

“ยายเจ้าไปแล้วแลรับอัฐเราไปแล้วด้วย” ฉันไม่สนใจตามประสาคนยุคใหม่ ฉันวิ่งออกจากที่นั่น

“จับตัวแม่หนูคนนั้นไว้นายสน! อย่าให้ออกไปได้!” เสียงคุณหญิงคนนั้นสั่งตะโกนลั่นให้วุ่นวาย

ฉันวิ่งหลบหลีกไม่ยอมให้จับตัวได้ง่าย ทั้งบ้านจึงมีแต่คนวิ่งตามกันเป็นแถว ฉันวิ่งไปทางสวนที่มีต้นไม้หนาแน่น และหัวใจวูบแทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อโดนใครกระชากแขน ฉันสลัดเต็มที่ทั้งเตะทั้งต่อยอย่างไม่คิดชีวิต แต่เหมือนเขาพยายามจะจับฉันโดยที่จะโดนตัวฉันให้น้อยที่สุด แต่ด้วยความฤทธิ์มาก ฉันจึงทำให้เขากอดรัดรึงแน่นอยู่มือเมื่อฉันดิ้นจนหมดแรงไปเอง

ฉันถูกจับขึ้นไปบนเรือนไทย ถูกจ้องมองอย่างประหลาด เมื่อไม่มีทางเลือกฉันเล่าเรื่องราวให้คุณหญิงและคนที่จับฉันได้และทราบในภายหลังว่าเขาคือ “ขุนอิศเรศวรเดชเดโช” ฟังทั้งหมด

เขามองฉันอย่างโกรธเคือง มือคลำไปตามใบหน้า แขนขาที่ถูกฉันต่อยจนน่วม คุณหญิงเชื่อตามที่ฉันพูดทุกเรื่องเพราะท่านเป็นเพื่อนกับแม่ของฉันตามที่ฉันสงสัย ส่วนลูกชายท่านนั้นเงียบเหมือนใช้ความคิดตริตรอง