น้ำใจแม่ : ก.ไกรศิรกานท์

นิยายสั้นแนวชีวิต ดราม่า (Drama)

ข่มตานอนเท่าไรก็ไม่หลับ คว้ารีโมตบนหัวเตียงกดเปิดดูโทรทัศน์ รายการยามดึกไม่น่าสนใจนักในความคิดของฉัน

ฉันกดไล่ช่องไปเรื่อย ๆ จนสายตาไปสะดุดเข้ากับสารคดีรายการหนึ่งซึ่งหลงช่องสัญญาณหลงช่วงเวลามาโผล่เอายามดึกแบบนี้ได้อย่างไรไม่ทราบ ทว่ารายการสารคดีชุดนั้นก็สามารถเรียกความสนใจจากฉันได้

สารคดีชุดนั้นเป็นสารคดีเฉลิมพระเกียรติ กล่าวย้อนไปถึงอาการประชวรของ ‘สมเด็จแม่’ ในรัชกาลที่ ๙ ของปวงชนชาวไทย ผู้บรรยายในสารคดีเล่าว่าในตอนที่ ‘สมเด็จย่า’ ทรงประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงอยู่ปรนนิบัติดูแลในฐานะ ‘ลูก’ ที่ดีแล้ว อีกพระองค์หนึ่งที่ประทับอยู่เคียงข้างเสมอก็คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ … ที่ทรงช่วยปรนนิบัติดูแลในฐานะพระสุณิสาที่ดีเยี่ยม
.
.
.

น้ำตาของฉันไหลซึมออกมาตั้งแต่เมื่อไรฉันก็ไม่อาจทราบได้ มารู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อหมอนทั้งสองฟากตรงบริเวณข้างแก้มนั้นเปียกชุ่มไปหมดแล้ว

ภาพของทั้งสามพระองค์ช่วยสอนอะไรหลาย ๆ อย่างได้มากกว่าคำพูดของคนที่ให้เสียงพากย์สารคดีเสียอีก อย่างน้อยก็สอนให้ฉันได้รู้จักความรักที่แท้จริง ว่าบางครั้งความรักก็คงเป็นเสมือนน้ำ เพราะน้ำจะไหลจากที่สูงไปสู่พื้นที่ที่ต่ำกว่าเสมอ จนกว่าระดับพื้นผิวน้ำจะสมดุลเท่ากัน…น้ำจึงจะยอมหยุดไหล

ความรักของคนเราก็คงจะเป็นเช่นนั้น นอกจากมันจะไหลไปสู่คนที่เรารักแล้ว มันต้องไหลไปสู่คนที่เรารักนั้น ‘รัก’ ด้วย … จึงจะเป็นความรักที่แท้จริง เพราะหากมันไม่เป็นเช่นนั้น มันก็น่าจะเรียกว่าความเห็นแก่ตัวมากกว่าความรัก

ไม่รู้ว่าแม่จะหลับหรือยัง ฉันต้องเดินไปดูสักหน่อย เหมือนตอนที่ฉันยังเด็ก แม่ต้องย่องแอบเข้ามาดูเสมอว่าฉันหลับแล้วหรือยัง ลืมปิดไฟหรือเปล่า แล้วก็ไม่ลืมที่จะแอบจูบหน้าผากฉันทุกครั้งก่อนที่จะย่องออกจากห้อง

เดินมาถึงหน้าห้องของแม่แล้ว ค่อย ๆ หมุนลูกบิดเข้าไป บนเตียงของแม่ว่างเปล่า…

แม่ไปไหน?

หรือว่าแม่จะแอบน้อยใจตอนที่ฉัน ‘ตวาด’ ท่านเรื่องโอวัลตินในตอนกลางวัน เพราะตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันก็เคย ‘ทำ’ แบบนั้นมาก่อน ตอนนั้นฉันก็แอบมาชงโอวัลตินกินเอง แล้วก็ทำโถแก้วที่ใส่โอวัลตินตกแตกเหมือนกับที่แม่ทำในวันนี้

‘ลูกจะเอาอะไร ทำไมไม่บอกแม่’

‘หนูแค่อยากกินโอวัลติน’

‘แต่หนูเพิ่งทานข้าวไปเมื่อกี้นี้เองนะ’

แม่ทำเป็นดุฉันไปอย่างนั้นเอง เพราะพอพูดจบแม่ก็ลงมือชงโอวัลตินให้ฉัน ไล่ให้ฉันออกไปนั่งรอข้างนอก ซึ่งฉันก็ใช้ช่วงเวลาอันน้อยนิดที่แม่ชงโอวัลตินนั่นเอง วิ่งหนีออกไปจากบ้านทั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินติดตัวสักบาท
.
.
.

เย็นวันนั้นแม่ไปรับตัวฉันที่สถานีตำรวจ ฉันนึกว่าแม่จะดุและตีฉันเสียอีก แต่พอแม่เห็นหน้าฉัน แม่ก็วิ่งโผเข้ามากอดฉันแน่น … แน่นชนิดที่เรียกได้ว่า ‘กลัวของอันเป็นที่รักจะหลุดลอย’

ว่าแต่ว่า ตอนนี้แม่ของฉันหายไปไหน?

ในห้องน้ำก็ไม่มี  ในห้องครัวก็ไม่มี  ในห้องนั่งเล่นก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของแม่ ฉันเริ่มใจคอไม่ดี กดโทรศัพท์หาพงศกรด้วยเลขหมายที่จำได้จนขึ้นใจ

‘คงจะละเมอเถลไถลอยู่แถวนั้นแหละมั้ง’

ฉันได้ยินเสียงหงุดหงิดของเขาลอดมาตามสาย พร้อมกับเสียงเชียร์ฟุตบอลของใครต่อใครอีกหลายคน… ก่อนที่เขาจะกดวางสาย