ดื้อ : ก.ไกรศิรกานท์

นิยายสั้นแนวชีวิต ดราม่า (Drama) นิยายสั้นแนวตลกขบขัน (Comedy)

[๒]

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี …

ลูกชายคนเล็กของเธอไปโรงเรียนแล้วแต่เช้าตรู่ ลูกชายทั้งสองคนมีข้อดีที่เหมือนกันคือไม่เคยสร้างเรื่องยุ่งยากลำบากใจให้พ่อแม่ ไม่เคยมีปัญหาการเรียน ลักเล็กขโมยน้อย ชู้สาว ทะเลาะวิวาท หรือแม้แต่กรณีของยาเสพติดให้พ่อแม่ต้องมานั่งกลุ้มใจ ตามเช็ดตามล้างเหมือนกับครอบครัวอื่น ๆ ที่เธอเคยรับรู้ข่าวคราวมาบ้าง

เกือบเก้าโมงแล้ว แต่แม่ยังไม่ยอมลุกออกมาจากห้องนอน วันนี้แม่ตื่นสายผิดปกติ กำลังจะเดินไปเคาะห้องเรียก ก็เห็นแม่เปิดประตูเดินออกมาพอดี

โชคดีที่บ้านของเธอค่อยข้างหลังใหญ่ มีห้องน้ำและห้องนอนหลายห้อง ทั้งสำหรับแขกและสำหรับสมาชิกในบ้าน เพราะถึงแม้ว่าบ้านจะมีสองชั้น แต่บ้านชั้นบนก็เหมือนจะมีเอาไว้สำหรับเปิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์จิ้งจก โดยมีท่านตุ๊กแกตัวเขื่องเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แบบไม่ขอรับเงินเดือน เพราะจนแล้วจนรอดถึงป่านนี้ชั้นบนก็ยังเป็นที่ที่ไม่มีใครยอมเสียสละขึ้นไปอยู่ … ด้วยเหตุผลง่าย ๆ อีหรอบเดียวกันว่า “ขี้เกียจเดินขึ้นบันได”

แม่ของเธอขอนอนชั้นล่างเพราะไม่อยากจะเดินขึ้นบันไดให้เปลืองฟันเฟืองหัวเข่า เธอและสามีก็เลยย้ายลงมานอนอยู่ห้องข้าง ๆ เพื่อจะได้สะดวกในการดูแลยามกลางค่ำกลางคืน ส่วนลูกชายทั้งสองคนก็ขออยู่อีกห้องถัดไปในชั้นเดียวกัน โดยให้เหตุผลหนักแน่นและชัดเจนว่า “พวกผมไม่อยากนอนให้สูงกว่าพ่อกับแม่…เพราะยังไม่ได้บวช”

“แหม โตจนจะมีลูกมีเมียกันอยู่แล้ว ทั้งพี่ทั้งน้อง”

วันไหนที่อารมณ์ดี เธอก็เคยพูดหยอกเย้าลูกชายทั้งสองเล่นบ้างเหมือนกัน และยังจำได้ดีว่าเจ้าฟลุ๊ค — ลูกชายคนโตยังแกล้งหอมแก้มเจ้าแฟรงค์ — ผู้เป็นน้องชายให้เธอดูอยู่เลย พร้อมกับทำหน้าตาทะเล้นหากแต่แกล้งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เอ๊ะ …นั่นซิ อายุจนปูนนี้แล้ว ผมยังไม่อยากจะแต่งงานเลย หรือว่าผมจะเป็นเกย์ฮะแม่”

ชั้นบนของบ้านก็เลยกลายเป็นห้องเก็บของไปโดยปริยาย จนแขกไปใครมาต่างก็พากันออกปากชม ว่าบ้านนี้จัดของได้เข้าที่เข้าทางดีเสียจริง โล่งโปร่งไม่มีของรกรุงรังเกะกะลูกกะตา ซึ่งแม่บ้านอย่างเธอก็ทำได้แค่ยิ้มรับไปอย่างอดเสียไม่ได้

“มินิมอลไงแม่ สมัยนี้ใครเค้าก็นิยมกัน … แนวดีออก … มินิมอลลิสม์สไตล์” แฟรงค์บอก

พอล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ แม่ก็แอบมาตักข้าวในห้องครัวทานคนเดียวเงียบ ๆ… แล้วก็กลับเข้าห้องไปเงียบ ๆ เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา

แม่จะออกจากห้องมาอีกทีหนึ่งก็ตอนบ่ายคล้อยหลังจากนอนกลางวันจนเบื่อ เพื่อรับประทานอาหารบ่ายซึ่งเจ้าตัวผนวกเอาอาหารกลางวันและอาหารเย็นมารวมกันแล้วอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งจนแล้วจนรอด เธอก็ยังไม่ใจแข็งพอที่จะไม่ยกขนมและผลไม้ขึ้นไปให้แม่ทานรองท้องอีกรอบหนึ่งได้สักที … ในช่วงตอนเย็น ๆ

เย็นวันนี้ แฟรงค์ — ลูกชายคนเล็กทำให้เธอโกรธ สาเหตุก็เป็นเพราะว่าพ่อตัวดีไม่ยอมไปตัดผมตามที่ครูสั่ง จนโดนคุณครูฝ่ายปกครองเอากรรไกร ‘เล็ม’ ทรงใหม่เข้าให้เสียจนดูไม่ได้

“คุณครูบอกให้ไปตัดผมมาตั้งแต่เมื่อวาน ทำไมแฟรงค์ถึงไม่ยอมไปตัด”

“โธ่แม่ กระทรวงศึกษาธิการเค้าประกาศให้นักเรียนไว้ผมยาวได้แล้ว คุณครูที่สั่งให้ไปตัดผมน่ะ แกแก่แล้ว…เลยไม่ทันโลก”

“แฟรงค์!”

เธอขึ้นเสียงดัง เมื่อเห็นว่าลูกชายคนเล็กยังไม่รู้จักสำนึกผิด มิหนำซ้ำยังพูดจาในทำนองไม่เคารพครูบาอาจารย์ … ทั้ง ๆ ที่พี่ชายของตน — ลูกชายคนโตของเธอก็ประกอบสัมมาชีพเดียวกันนั้น

สายใยแห่งความผูกพันลึกซึ้งที่เรียกกันง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า “รัก” บังคับให้คนที่เป็นแม่โกรธ (แทน) ลูกได้รุนแรงแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า…เธอเองก็ไม่แน่ใจ

แต่แล้วความโกรธดังกล่าวนั้นก็ปลาสนาการหายไปจากห้วงอารมณ์ในทันทีที่เธอได้ยินเหตุผลหลุดออกมาจากปากของลูกชาย

“คุณครูเค้าสั่งที่หน้าเสาธงเมื่อวานครับ ว่าจะตรวจทรงผมเช้าวันนี้ … เช้านี้ผมก็เลยอุตส่าห์ตื่นตั้งแต่เช้าไปที่ร้าน  แต่ร้านตัดผมดันมาปิดซะนี่ … จะไปเมื่อวานก็ไม่ได้ ก็เมื่อวานมันเป็นวันพุธนี่ครับ … ‘วันพุธห้ามตัด วันพฤหัสฯห้ามถอน’ ยายบอกว่ามันเป็นการเบียดเบียนอายุของพ่อแม่”